ซิมง มิโญเล่ต์ ผู้รักษาประตู ลิเวอร์พูล ทีมดังในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทัพ "หงส์แดง" อย่าตื่นตระหนกกันเกินไป พร้อมหันมาร่วมแรงร่วมใจกันพลิกสถานการณ์กลับมาให้ได้ ภายหลังเพิ่งจะพลาดท่าเปิดถิ่น แอนฟิลด์ พ่ายต่อ เชลซี 0-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ทำให้ความหวังในการลุ้นคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 24 ปี ต้องประสบกับความยากลำบากกับอีก 2 เกมที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้ มิโญเล่ต์ กล่าวว่า "มันยังคงเหลืออีก 2 เกมให้ลงเล่น และเราก็จำเป็นต้องมองไปที่เกมเหล่านั้น ตอนนี้เราต้องเดินหน้าซ้อมกันอย่างหนักเพื่อเกมพบกับ คริสตัล พาเลซ (วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม) เราเหลือ 2 เกมสุดท้ายที่เราต้องลงเล่นในฤดูกาลนี้ และมันก็ยังคงเหลือเกมให้ลงเล่นอีกมากทั้งสำหรับเรา, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเชลซี" "สิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้ก็คือการทำตัวให้นิ่ง และพยายามทำให้ได้บทสรุปที่ดีใน 2 เกมสุดท้าย อย่างที่เราทำได้มาตลอดทั้งฤดูกาล" นายทวารชาวเบลเยียม ทิ้งท้าย |
โปรแกรมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่เหลือ เส้นทางลุ้นแชมป์ ลิเวอร์พูล เชลซี แมนฯ ซิตี้
วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557
มิโญเล่ต์กระตุ้นแข้งหงส์อย่าเพิ่งเสียขวัญ
วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557
สุดห่าม!! แฟนหงส์ชาวไทยยอมแก้ผ้าหลังทีมรักพ่ายสิงห์
สาวกเดอะค็อปชาวไทย โชว์สปิริตทำตามสัญญา เปลือยกายล่อนจ้อน พร้อมโพสต์รูปในเว็บไซต์ดัง หลังลิเวอร์พูล ทีมรัก โดนเชลซี บุกมาอัดคาบ้าน 0-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา...
วันที่ 28 เม.ย. ควันหลงหลังศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่บิ๊กแมตช์ ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับเชลซี ที่สนามแอนฟิลด์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า แฟน "หงส์แดง" ชาวไทยนิรนามรายหนึ่ง ได้ทำตามสัญญา ยอมแก้ผ้าพร้อมโพสต์รูปตนเองประจานในเว็บไซต์ชื่อดัง "พันทิป"
แฟนบอลผู้กล้าหาญชาญชัยคนนี้ ที่ใช้ชื่อล็อกอินว่า "โลกต้องตะลึง" ประกาศผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวก่อนเกมนี้ว่า หากทีมรักไม่สามารถเอาชนะเชลซีได้ จะยอมแก้ผ้าหมด ปกปิดเพียงของสงวนตัวเองเท่านั้น พร้อมเขียนสกอร์การแข่งขันบนตัวอีกด้วย โดยระบุว่า "หงส์เสมอไม่เอา แพ้ไม่เอา ชนะเท่านั้น ถ้าผลออก หงส์ เสมอ หรือแพ้ ผมจะแก้ผ้ากลางพันทิป เขียนสกอร์ บนอกตัวโตๆ เซ็นเซอร์แค่พญาช้างเท่านั้น!!!!"
หลังจบเกม ปรากฏว่า ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายแพ้คาบ้านไป 0-2 ซึ่งแฟนบอลผู้นี้ก็โชว์สปิริต ไม่ให้เสียชื่อ "เดอะค็อป" ด้วยการรักษาสัญญาลูกผู้ชาย จัดการเปลือยกาย และถ่ายรูปตัวเองโพสต์ขึ้นเว็บอย่างรวดเร็ว โดยจะค้างรูปไว้ 12 ชั่วโมง ก่อนลบทิ้งไปในที่สุด ท่ามกลางความเฮฮาของแฟนบอลในโลกออนไลน์
สำหรับก่อนหน้านี้ แฟนบอลดังกล่าว เคยเดิมพันพิเรนทร์ๆ แบบนี้มาแล้วในเกมกับ นอริช ซิตี้, แมนฯ ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งก็รอดตัวมาทุกครั้ง หลังจาก ลิเวอร์พูล คว้าชัยมาครองได้ทั้งหมด ก่อนจะมาหยุดสถิติโดนทีม "สิงห์บลู" เมื่อคืนที่ผ่านมา
สาวก เดอะ ค็อป
อสมท เขย่าวงการสื่ออีกครั้ง ด้วยการเตรียมเซ็นสัญญากับว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในฐานะผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการในประเทศไทยยาวตลอดระยะเวลา 3 ปี เสริมความแข็งแกร่งของคอนเทนต์ด้านกีฬา เอาใจคอบอลพรีเมียร์ลีก และ ร่วมสร้างฐานแฟนรุ่นใหม่ “สาวก เดอะ ค็อป” ด้วยแผนการตลาดแบบสุดขั้ว
หลังจากรอคอยมากว่า 24 ปี “ลิเวอร์พูล” สโมสรฟุตบอลระดับโลก ก็มีโอกาสเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษมากที่สุดอีกครั้ง ด้วยผลงาน การคุมทีมในยุคของ “เบรนดัน ร็อดเจอร์ส” ปลุกกระแส แฟนหงส์ทั่วโลก และแฟนหงส์ชาวไทย ที่มีมากกว่า 26 ล้านคนทั่วประเทศ ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ดร.เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท เปิดเผยว่า “สโมสรลิเวอร์พูล” ถือเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีแฟนบอลมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีฐานแฟนบอลมากกว่า 26 ล้านคนทั่วประเทศ และในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลยังมีผลงานที่โดดเด่นน่าจับตามอง โดยมีโอกาสลุ้นเป็นถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกหลังจากที่แฟนๆ รอคอยกันมานาน อีกทั้งสโมสรลิเวอร์พูลเองก็ได้ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากการที่สโมสรทุ่มเม็ดเงินจำนวนมาก ในการลงทุนนำลิเวอร์พูลมาเตะที่เมืองไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยยอดการขายบัตรเต็มทั้งสนามกว่า 50,000 ใบ อีกทั้งที่ทางสโมสรลิเวอร์พูลเองได้ลงทุนทำเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ในรูปแบบภาษาไทย เพื่อเอาใจแฟนบอลรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นในตลาดเมืองไทยอย่างจริงจัง จากฐานแฟนบอลที่มั่นคง ผนวกกับการทำตลาดอย่างจริงจังในประเทศไทยนี้เอง ทำให้ บมจ. อสมท เล็งเห็นถึงความสำคัญและเริ่มต้นการเจรจาตกลงในความร่วมมือ ที่จะเป็นพันธมิตรกับสโมสรลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อสร้างความคึกคักให้กับตลาด “Sport Marketing” ที่แข็งแรงให้กับทุกช่องทางของสื่อในเครือ บมจ.อสมท และเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ อย่างการสร้างคอนเทนต์ ร่วมกับสโมสรลิเวอร์พูลในรูปแบบ “Reality TV”
สำหรับแผนการตลาดที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นการทำเต็มรูปแบบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็น Above the line หรือ Below the line ในทุกช่องทางของสื่อในเครือ บมจ.อสมท โดยจะมีการใช้สิทธิตราสัญลักษณ์และภาพนักเตะของสโมสรมาใช้ในการทำการตลาด งานโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงการได้รับสิทธิพิเศษจากสโมสรลิเวอร์พูลในฐานะสื่อ ในการผลิตรายการแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อ “เปิดบ้านหงส์แดง” รายการ 26 ตอน ออกอากาศทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่มกราคม ปี 2558 เป็นต้นไป โดยการถ่ายทำใหม่แบบทุกซอกทุกมุมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งหมดและใช้ศิลปินชื่อดังระดับซุปเปอร์สตาร์ของไทยมาร่วมรายการเป็นครั้งแรกของเมืองไทย พร้อมกับผุดโครงการฟุตบอลในรูปแบบใหม่เป็นเรียลลิตี้ค้นหานักเตะหน้าใหม่ทั่วประเทศ เพื่อไปประชันแข้งกับทีมสโมสรลิเวอร์พูล U19 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ
โดย ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตดาวยิงระดับตำนานของสโมสร และปัจจุบันเป็นหนึ่งในทูตของสโมสรลิเวอร์พูล กล่าวถึงแคมเปญของ บมจ.อสมท ที่ทำร่วมกับลิเวอร์พูลว่า เป็น “แคมเปญสุดเซอร์ไพรส์” ที่น่าตื่นเต้นมากที่สโมสรลิเวอร์พูลจะมีพาร์ตเนอร์ชิพที่เป็นฟรีทีวีรายแรกของโลก และยังรู้สึกทึ่งกับแคมเปญใหม่ที่ บมจ.อสมท ได้คิดขึ้น ซึ่งเป็นความลงตัวที่แฟนบอลชาวไทยและสโมสรลิเวอร์พูลจะมีความรู้สึกร่วมกันอย่างกลมกลืน
ทั้งนี้ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการมาเมืองไทยในครั้งนี้ว่า ตนรู้สึกตื่นเต้นมากในฐานะที่เคยเป็นหนึ่งในทีมสโมสรลิเวอร์พูลและได้ร่วมลุ้นแชมป์ในครั้งนี้และยังมีโอกาสได้มาร่วมเชียร์ทีมสโมสรลิเวอร์พูลแบบยิ่งใหญ่ร่วมกับแฟนบอลหลายหมื่นคนเป็นครั้งแรกในชีวิต ในกิจกรรมที่ บมจ.อสมท ได้จัดขึ้น ต้องขอขอบคุณ บมจ.อสมท, ดร.เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ และบริษัท มิวส์ กรุ๊ป บางกอกจำกัด ที่ได้ประสานงานกันและทำให้เกิดงานนี้ขึ้น ขอให้แฟนๆ หงส์แดงติดตามแคมเปญนี้อย่างใกล้ชิด รับรองว่ามีเซอร์ไพรส์ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน
สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล มณฑลเมอร์ซีไซด์ ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษครองแชมป์ดิวิชัน 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 3 ครั้ง และฟุตบอลลีกคัพซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศอังกฤษ อีก 8 ครั้ง
ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟิลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษ 1970 - 1980 เมื่อบิลล์ แชงคลีและบ็อบ เพลสลี่ย์นำทีมเข้าร่วมแข่งขันใน 7 ลีกส์และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 7 ใบ
ผู้สนับสนุนของสโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นชาวอิตาลีแฟนบอลยูเวนตุส 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสโมสรฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดภัยพิบัติฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิตเนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา
ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรเพื่อนบ้านอย่าง เอฟเวอร์ตันและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูลเปลี่ยนจากเสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 มีฉายาในภาษาไทยว่า "หงส์แดง" พร้อมด้วยคำขวัญ "You'll Never Walk Alone"
ประวัติสโมสร
จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตันเช่าเป็นสนามแข่ง และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมได้เช่าอยู่ ฝ่ายกลุ่มบริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนาม และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะ สแตนลีย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club
หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด
สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดชองประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507(ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี
สโมสรต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533 คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535 กับลีกคัพ 1 ใบในปี พ.ศ. 2538 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศและระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพ, เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ) ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล 2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพ ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยชาริตีชีลด์ ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียร์ลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวน, เอมิล เฮสกี, สตีเวน เจอร์ราร์ด, ซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน รีเซ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เฌราร์ อูลีเย ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอูลีเยคือ การนำทีมลิเวอร์พูลชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546 (ฤดูกาล 2002/03) และแชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสมอทีม เอซี มิลาน เป็น 3-3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3-0 และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเวน เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี ดูเด็ค และ เจมี คาร์ราเกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ. 2533 (ฤดูกาล 1989/90) จากการคุมทีมของ เคนนี ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิชสามารถนำ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95)
ในฤดูกาล 2009-10 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้ ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย[3] และแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน อดีตผู้จัดการทีม สโมสรฟูแลม[4] ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010–11 สโมสรลิเวอร์พูลนั้นเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากแบกรับหนี้สินเป็นจำนวนมากจากการทำงานของ จอร์จ ยิลเลตต์ และ ทอม ฮิกส์ ทำให้ต้องขายสโมสร ต่อมา จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เจ้าของทีม บอสตัน เรด ซ็อกซ์และนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเจอร์ส ได้ซื้อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อตุลาคม 2010[5] ผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่ง โดยมี เคนนี ดัลกลิช กลับมาคุมทีมอีกครั้ง[6]โดยในฤดูกาล 2011-12 สามารถคว้าแชมป์ในรายการ คาร์ลิงคัพ ได้สำเร็จเป็นสมัยที่แปดจากการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซีตี ผลประตูรวม 3-2[7] ในฤดูกาล 2011-12 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 8 ซึ่งเป็นการจบอันดับที่แย่ที่สุดในรอบ 18 ปี[8] ทางสโมสรก็ได้ปลดดัลกลิชออกจากตำแหน่ง[9][10] เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ทางสโมสรได้ประกาศแต่งตั้ง เบรนดัน ร็อดเจอส์ อดีตผู้จัดการทีมสโมสรสวอนซีซิตี เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่[11]
- ประวัติตราสโมสร
ชุดแข่ง
|
|
|
|
|
|
|
| ช่วงเวลา | ชุดที่ใช้ | ผู้สนับสนุน |
|---|---|---|
| 1973–85 | อัมโบร | ไม่มี |
| 1979–82 | ฮิตาชิ | |
| 1982–88 | คราวน์ เพนต์ | |
| 1985–96 | อาดิดาส | |
| 1988–92 | แคนดี | |
| 1992–2010 | คาร์ลส์เบิร์ก | |
| 1996–2006 | รีบอค | |
| 2006– | อาดิดาส | |
| 2010–2012 | สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด | |
| 2012– | วอร์ริเออร์ |
สโมสรลิเวอร์พูลสวมชุดแข่งสีน้ำเงินและขาวก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมาใช้ชุดสีแดงและกางเกงสีขาวในปี ค.ศ.1896 และใช้ชุดนั้นมาจนถึงปี ค.ศ. 1964 เมื่อบิลล์ แชงค์ลีย์ ตัดสินใจส่งทีมลิเวอร์พูลลงแข่งกับอันเดอร์เลชต์ พร้อมกับสวมชุดแข่งลายทางสีแดงทั้งชุดเป็นครั้งแรก
แถบชุดทีมเยือนของลิเวอร์พูลไม่ได้เป็นเสื้อสีเหลืองหรือสีขาวและกางเกงขาสั้นสีดำบ่อยๆ แต่มีหลายข้อยกเว้นชุดสีเทาทั้งเสื้อและกางเกงเป็นที่รู้จักในปี 1987 ซึ่งถูกนำมาใช้จนฤดูกาล 1991-1992 ซึ่งเป็นฤดูกาลรอบหนึ่งร้อยปี เมื่อมันถูกแทนที่ด้วยการผสมผสานของเสื้อสีเขียวและกางเกงขาสั้นสีขาว หลังจากการผสมสีต่างๆในปี 1990, รวมทั้งทองและน้ำเงินสีเหลือง, สีดำและสีเทาและสีนำตาลอ่อนสโมสรสลับไปมาระหว่างชุดออกสีเหลืองกับสีขาวจนกว่าฤดูกาล 2008-09, เมื่อชุดสีเทานำมาแนะนำอีก ชุดที่สามได้รับการออกแบบสำหรับการแข่งขันทีมเยือนในยุโรป ถึงแม้ว่าจะยังสวมใส่ในการแข่งขันทีมเยือนภายในประเทศในโอกาสที่เมื่อชุดทีมเยือนปัจจุบันปะทะกับชุดทีมเหย้า ชุดปัจจุบันได้รับการออกแบบโดยวอร์ริเออร์สปอตส์ที่กลายเป็นสโมสรที่ให้บริการชุดที่เริ่มต้นของฤดู 2012-13 เพียงเสื้อเชิ้ตแบรนด์อื่น ๆ ถูกสวมใส่โดยสโมสรที่ผลิตโดยอัมโบร จนกระทั่งปี 1985 เมื่อพวกเขาถูกแทนที่โดยอาดิดาส ผู้ซึ่งผลิตชุดจนกระทั่งปี 1996 เมื่อรีบ็อคเข้ามาครอบครองกิจการโดยผลิตชุดเป็นเวลา 10 ปีก่อนที่อาดิดาสจะเข้ามาทำแทนในช่วงปี 2006-2012
ลิเวอร์พูลเป็นเป็นสโมสรระดับมืออาชีพทีมแรกที่มีโลโก้ของสปอนเซอร์บนเสื้อของตัวเองหลังจากเห็นพ้องกับข้อตกลงกับบริษัท ฮิตาชิ ในปี ค.ศ. 1979 นับตั้งแต่นั้นมาสโมสรได้รับการสนับสนุนจาก Crown Paints, Candy, คาร์ลสเบิร์ก และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สัญญากับคาร์ลสเบิร์กลงนามเมื่อปี ค.ศ. 1992 เป็นสัญญาที่คงอยู่เป็นเวลานานที่สุดในฟุตบอลอังกฤษชั้นหนึ่ง สัญญาที่ทำร่วมกับคาร์ลสเบิร์กได้สิ้นสุดลงในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล 2010-11 เมื่อธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์กลายเป็นสปอนเซอร์ของสโมสร
สัญลักษณ์ของลิเวอร์พูลถูกอยู่บนฐาน Liver Bird ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองซึ่งในอดีตที่ผ่านมาได้วางอยู่ภายในโล่ ในปี ค.ศ. 1992 มีการจัดงานระลึกครบรอบ 100 ปีของสโมสร ป้ายใหม่ได้ถูกนำมาใช้รวมทั้งการประดับอยู่บนประตูแชงคลี ปีถัดมาเปลวไฟคู่ถูกเพิ่มเข้ามาในด้านใดด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ระลึกถึงโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร ภายนอกสนามแอนฟิลด์ เปลวไฟที่เผาไหม้อยู่ในความทรงจำของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยพิบัติฮิลส์โบโร ในปี ค.ศ. 2012 ชุดแข่งของลิเวอร์พูลชุด Warrior Sports เอาโล่และประตูที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ออก แล้วนำป้ายที่เคยประดับอยู่บนเสื้อลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 1970 กลับมาใช้ เปลวไฟถูกย้ายไปอยู่ที่ปกเสื้อด้านหลังโดยรอบตัวเลข 96 ที่เป็นตัวเลขของจำนวนผู้เสียชีวิตที่ฮิลส์โบโร
สนามกีฬา
สนามฟุตบอลแอนฟีลด์สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1884 ติดกับแสตนลีย์ ปาร์ค เริ่มแรกเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน ก่อนที่เอฟเวอร์ตันย้ายสนามไปกูดิสันพาร์ค หลังจากขัดแย้งในเรื่องค่าเช่าพื้นที่สนามกับจอห์น โฮลดิง ผู้เป็นเจ้าของแอนฟิลด์ หลังจากนั้นโฮลดิ้งได้ก่อตั้งสโมรสรลิเวอร์พูลขึ้นเมื่อปี 1892 และแอนด์ฟิลด์จึงกลายเป็นสนามเหย้าของลิเวอร์พูลนับแต่นั้นมา ในขณะนั้นมีความจุของสนามทั้งสิ้น 20,000 คน ถึงแม้จะมีเพียงผู้ชม 100 คนเข้าชมการแข่งขันครั้งแรกของลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์
ในปี 1906 อัฒจันทร์ฝั่งยืนที่อยู่ปลายด้านหนึ่งของพื้นดินถูกเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการซึ่งคนท้องถิ่นจะรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป หลังจากที่เนินเขาแห่งหนึ่งใน นาทาล ประเทศแอฟริกาใต้ โดยเกิดเหตุการณ์การทำสงครามบัวร์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1900 อังกฤษได้ส่งทหารไปกว่า 300 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล เมื่อถึงจุดสูงสุดอัฒจันทร์สามารถบรรจุผู้ชมได้ถึง 28,000 คน และเป็นอัฒจันทร์ยืนชั้นเดียวที่หญ่ที่สุดในโลก สนามกีฬาหลายแห่งในประเทศอังกฤษได้จึงตั้งชื่อ สปิออน ค็อป เป็นชื่อของอัฒจันทร์ แต่แอนฟิลด์เป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น ซึ่งสามารถบรรจุผู้สนับสนุนได้มากกว่าพื้นที่สนามฟุตบอลทั้งหมด
แอนฟิลด์สามารถรองรับผู้สนับสนุนได้สูงสุดกว่า 60,000 คนและมีความจุ 55,000 ที่นั่ง จนกระทั่งทศวรรษ 1990 เทเลอร์ รีพอร์ต รายงานเหตุการณ์การถล่มของอัฒจันทร์ที่สนามฮิลส์โบโร่ พรีเมียร์ลีกจึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมดในฤดูกาล 1993-94 ลดความจุลงเหลือ 45,276 ที่นั่ง จากผลการวิจัยของเทอลร์ รีพอร์ต ได้ผลักดันให้มีการสร้างอัฒจันทร์ใหม่ทางด้าน Kemlyn Road Stand ในปี ค.ศ. 1992 ซึ่งตรงกับการครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งสโมสร จึงตั้งชื่อว่า เซนเทเนรีสแตนด์ เป็นชั้นพิเศษที่ถูกเพิ่มในฝั่งถนนแอนฟิลด์ปลายปี ค.ศ. 1998 ซึ่งต่อไปจะเพิ่มความจุของภาคพื้นดินแต่เกิดปัญหาขึ้นหลังจากการเปิดใช้ ชุดของเสาสนับสนุนและตอม่อถูกเสริมเข้าไปเพื่อสร้างความมั่งคงให้กับชั้นบนสุดของอัฒจันทร์ หลังจากการเคลื่อนไหวของชั้นอัฒจันทร์ได้ถูกรายงานช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล 1999-2000
เนื่องจากข้อจำกัดในการขยายความจุที่นั่งของแอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลได้ประกาศแผนเสนอให้ย้ายไปสนามแสตนลีย์ พาร์ค เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 แผนนี้ถูกอนุมัติในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 และในเดือนกันยายน ต.ศ. 2006 สภาเมืองลิเวอร์พูลได้อนุมัติสัญญาเช่า 999 ปี ทำให้ลิเวอร์พูลได้รับอนุญาตให้สร้างสนามแห่งใหม่ใกล้สแตนลี่ย์ ปาร์ค ภายหลังจากการซื้อสโมสรโดยจอร์จ จิลเลตต์และทอม ฮิคส์ ในเดือนกรกฎาคมค.ศ. 2007 สโมสรได้นำเสนอแผนใหม่ที่ออกแบบและเสนอโดยบริษัท HKS เมืองดัลลัส สหรัฐอเมริกา โดยปรับความจุเป็น 76,000 ที่นั่ง มูลค่าการลงทุน 300 ล้านปอนด์ ต่อมาเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 เนื่องจากมูลค่าเหล็กกล้าในตลาดระหว่างประเทศสูงขึ้น ทำให้มูลค่าการลงทุนต้องเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านปอนด์ ฮิคส์และจิลเล็ตต์จึงตัดสินใจยุติการสร้าง
ผู้สนับสนุน
- 1892–1979: ไม่มีผู้สนับสนุน
- 1979–1982: ฮิตาชิ
- 1982–1988: คราวน์ เพนต์
- 1988–1992: แคนดี
- 1992–2010: คาร์ลส์เบิร์ก
- 2010–: สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งสโมสรฟุตบอลที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุดในโลก ลิเวอร์พูลแถลงว่าฐานแฟนคลับทั่วโลกรวมไปถึงมากกว่า 200 สาขาได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก Association of International Branches (AIB) อย่างน้อย 30 ประเทศ สโมสรจะได้ประโยชน์จากการสนับสนุนนี้ผ่านการทัวร์ฤดูร้อนทั่วโลก แฟนคลับของลิเวอร์พูลได้เรียกตัวเองว่าเป็น Kopites เป็นการอ้างถึงของแฟนๆ ที่เคยยืนและนั่งใน เดอะค็อปที่แอนฟิลด์ ในปี ค.ศ. 2008 แฟนบอลของลิเวอร์พูลได้ก่อตั้งทีมสาขาย่อยของลิเวอร์พูลมีชื่อว่า A.F.C. Liverpool แฟนบอลนับพันของลิเวอร์พูลไม่สามารถเข้าไปดูเกมส์ได้ เนื่องจากตั๋วเข้าชมนั้นหายากหรือไม่ก็แพงเกินไปสำหรับแฟนบอล
ที่มาของเพลง "You'll never walk alone" ประพันธ์ดนตรีโดย Richard Rodger เนื้อร้องโดย Oscar Hammerstein II แต่งขึ้นพื่อใช้ในการแสดงละครเพลงบอร์ดเวย์เรื่อง Carousel และต่อมาได้รับการบันทึกเสียงใหม่จาก Gerry and the Pacemakers ซึ่งเป็นนักดนตรีลิเวอร์พูลเมื่อต้นปี ค.ศ. 1960 และยังได้รับความนิยมจากแฟนคลับสโมสรอื่นๆ ทั่วโลก ชื่อเพลงนี้ใช้ประดับบนประตู Shankly Gates ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1982 เพื่อเป็นเกียรติยศของอดีตผู้จัดการทีม Bill Shankly คำว่า "You'll never walk alone" บนประตู Shankly Gates ถูกนำไปใส่ไว้ด้านบนของตราสัญลักษณ์สโมสร
ผู้เล่น
ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
- ณ วันที่ 2 กันยายน 2013[13]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)